ค้นหาข้อมูล
บรรยายพิเศษ
เรื่อง "มิติใหม่งานวิจัยข้าวไทย"
โดย
นางพรทิวา นาคาศัย
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์
......................................................................


1. ข้าวกับประเทศไทย

        ข้าวเป็นหัวใจสำคัญของคนไทยทั่วทั้งประเทศทั้งในด้านเศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรมและมวลชน ข้าวมีความเกี่ยวข้องกับเกษตรกรชาวนากว่า 3.70– 4.15 ล้านครัวเรือน จากเกษตรกรทั้งประเทศ 5.6 ล้านครัวเรือน หรือคิดเป็นร้อยละ 66 ของครัวเรือนเกษตรกรทั้งหมด พื้นที่เพาะปลูกข้าวปีละประมาณ 56 – 68 ล้านไร่ ( รวมพื้นที่ที่ผลิตทั้งนาปีและนาปรัง) หรือร้อยละ 40 ของพื้นที่ทำการเกษตรทั่วประเทศ ได้ผลผลิตปีละประมาณ 30.0 – 31.0 ล้านตันข้าวเปลือก มูลค่าปีละประมาณ 180,000 - 200,000 ล้านบาท ซึ่งเป็นรายได้หลักที่หล่อเลี้ยงเกษตรกรในระดับรากหญ้า อีกทั้ง ยังเป็นสินค้าส่งออกที่สำคัญสามารถสร้างรายได้และนำเงินตราเข้าประเทศปีละประมาณ 170,000 - 200,000 ล้านบาท และเมื่อรวมมูลค่าการค้าตลอดทุกช่วงการตลาดตั้งแต่ระดับไร่นา โรงสี ค้าส่ง ค้าปลีก จนถึงการส่งออกแล้วมีมูลค่าเกือบ 4 แสนล้านบาทต่อปี และที่สำคัญ ข้าวเป็นพืชที่สร้างความมั่นคงด้านอาหารมิใช่แต่สำหรับชาวไทยแต่ยังมีความสำคัญต่อประชากรโลกด้วย

        สำหรับประเทศไทย โชคดีที่มีสภาพภูมิประเทศเหมาะสมกับการเพาะปลูกข้าวประกอบกับภูมิปัญญาพื้นบ้านมาสู่การเรียนรู้การใช้เทคโนโลยีที่สูงขึ้น จึงทำให้ไทยสามารถผลิตข้าวได้เพียงพอสำหรับการบริโภคภายในประเทศและมีเหลือมากพอส่งออกไปต่างประเทศจนสามารถครองตำแหน่งผู้ส่งออกข้าวอันดับหนึ่งของโลกมาเป็นระยะเวลายาวนานกว่า 30 ปี โดยมีส่วนแบ่งในตลาดโลกประมาณร้อยละ 27-28

        จากสถิติมูลค่าการส่งออกของประเทศไทย ตั้งแต่เดือนมกราคม-ตุลาคม ของปี 2553 พบว่า "ข้าว" เป็นสินค้าเกษตรที่มีมูลค่าส่งออกสูงสุดเป็นอันดับสองรองจากยาง และเป็นสินค้าส่งออกลำดับที่ 11 ของรายการสินค้าที่สำคัญ 15 รายการแรกของไทย ซึ่งมีมูลค่าการส่งออก 129,621 ล้านบาท (หนึ่งแสนสองหมื่นเก้าพันหกร้อยยี่สิบเอ็ดล้านบาท) โดยรูปแบบการค้าเพื่อการส่งออกข้าวไทยในปัจจุบัน เป็นการค้าแบบเสรีในลักษณะที่ผู้ส่งออกตกลงกับผู้ซื้อในต่างประเทศ นอกจากนี้ ยังมีลักษณะการส่งออกข้าวแบบรัฐบาลต่อรัฐบาล แต่ก็ไม่มากนักเมื่อเปรียบเทียบกับเอกชน โดยส่งออกไปยังภูมิภาคต่างๆ ทั่วโลก ได้แก่ ไนจีเรีย แอฟริกาใต้ เซเนกัล ซาอุดิอาระเบีย อิรัก สหภาพยุโรป สหรัฐอเมริกา จีน ฮ่องกง เป็นต้น และชนิดข้าวส่งออกที่สำคัญ ได้แก่ ข้าวนึ่ง ข้าวขาว 5% ข้าวหอมมะลิไทย ปลายข้าว และข้าวเหนียว เป็นต้น การที่ประเทศไทยสามารถเป็นผู้ส่งออกข้าวอันดับหนึ่งของโลกอย่างยาวนานและมีมูลค่าการส่งออกเพิ่มขึ้นตามลำดับ เนื่องมาจากไทยมีความได้เปรียบในเรื่องคุณภาพและมาตรฐานข้าว ความเป็นเอกลักษณ์ของข้าวไทยที่เป็นที่นิยมบริโภคทั่วโลก และสามารถสร้างมูลค่าเพิ่มโดยการพัฒนาคุณภาพ ตรายี่ห้อ บรรจุภัณฑ์ และการส่งมอบที่เที่ยงตรงจนได้รับความเชื่อถือจากผู้บริโภคทั่วโลก แต่ทำไมจึงยังมีชาวนาไทยที่ยากจนอยู่ หากเปรียบเทียบกับประเทศผู้นำเข้าข้าวบางประเทศ เช่น ญี่ปุ่น ทำไมชาวนาเขาถึงสามารถไปพักร้อนที่ต่างประเทศได้ทุกปี รัฐบาลไทยได้ตระหนักถึงปัญหาความไม่เท่าเทียมกันนี้ และได้นำนโยบายการประกันรายได้ชาวนาผู้ปลูกข้าวมาใช้ ตั้งแต่ปี 2552/53 และต่อเนื่องมาถึงปัจจุบัน แต่นโยบายดังกล่าวแก้ไขปัญหาของชาวนาได้เพียงส่วนหนึ่งเท่านั้น



2. ความท้าทายของอนาคตข้าวไทย

        นอกจากข้าวมีความสำคัญทางด้านเศรษฐกิจแล้ว สำหรับหลายๆ ประเทศ ข้าวยังมีความจำเป็นต่อความมั่นคงของประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งความมั่นคงด้านอาหาร ทำให้รัฐบาลต้องใช้นโยบายสนับสนุนให้มีการปลูกข้าวเพียงพอต่อความต้องการภายในประเทศหรือพึ่งพาตนเองได้

        จากสถานการณ์การผลิตและการค้าข้าวโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ข้าวไทยเริ่มประสบปัญหาการแข่งขันในตลาดโลกกับประเทศคู่แข่ง เช่น อินเดีย ปากีสถาน จีน เวียดนาม และการแข่งขันมีแนวโน้มทวีความรุนแรงเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะข้าวคุณภาพต่ำที่ประเทศคู่แข่งส่งออกในราคาที่ต่ำกว่าข้าวไทยมาก นอกจากนี้ประเทศคู่แข่งได้เริ่มหันมาผลิตข้าวคุณภาพดีเพิ่มมากขึ้นเพื่อแข่งขันกับข้าวไทย

        ถึงแม้ว่าไทยจะเป็นผู้ส่งออกข้าวอันดับ 1 ของโลก มาเป็นเวลาช้านาน แต่การผลิต การค้า และการส่งออกข้าวไทยในปัจจุบัน กำลังประสพความท้าทายอย่างมาก เนื่องจากเทคโนโลยีได้มี การพัฒนาอย่างไม่หยุดยั้ง ประเทศที่เป็นคู่ค้าและคู่แข่งต่างนำเทคโนโลยีมาพัฒนาเพื่อให้สามารถลดต้นทุนการผลิตโดยเพิ่มผลผลิตต่อไร่ พัฒนารูปแบบผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ในการสร้างคุณค่าเพิ่มจากข้าว เป็นผลิตภัณฑ์ใหม่ เช่น ข้าวคุณภาพพิเศษ ยา เครื่องสำอาง การพัฒนาดังกล่าวล้วนมีผลย้อนกลับต่อชาวนาที่จะได้รับราคาและรายได้ที่ดีขึ้น

3. ยุทธศาสตร์ทางด้านการค้าข้าวของไทย

        กระทรวงพาณิชย์ได้ตระหนักถึงสถานการณ์การค้าข้าวโลกที่มีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา จึงได้วางกลยุทธ์ด้านการตลาดข้าวไทยในรูปแบบใหม่เพื่อเพิ่มศักยภาพการแข่งขันในเวทีการค้าข้าวโลก และเพิ่มมูลค่าการส่งออกข้าวไทยเป็นสำคัญ โดย การค้าภายในประเทศ ต้องทำให้ระบบการค้าข้าวมีความเข้มแข็งขึ้น เพื่อให้การแก้ไขปัญหาข้าวเป็นระบบสอดรับกันทั้งด้านการผลิตและการตลาด รวมทั้งจัดสร้างภูมิคุ้มกันให้เกษตรกรและผู้ค้าข้าวให้สามารถแข่งขันและอยู่รอดได้ทั้งในปัจจุบันและอนาคตในสภาวะที่ประเทศต่างๆ มีการพัฒนากันอย่างไม่หยุดยั้ง กระทรวงพาณิชย์และกระทรวงเกษตรและสหกรณ์จึงได้ร่วมกันจัดทำยุทธศาสตร์ข้าวไทย ในปี 2550 – 2554 ขึ้น โดยกำหนดวิสัยทัศน์ไว้ชัดเจนว่า ต้องการเป็นที่หนึ่งของโลกในด้านคุณภาพ เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับผู้บริโภค และให้ชาวนามีรายได้มั่นคง โดยมีเป้าหมายและยุทธศาสตร์ ที่สำคัญ อาทิ

  • การพัฒนาทั้งในด้านประสิทธิภาพการผลิตคือ เพิ่มผลผลิตต่อไร่ 20%(ภายในปี 2554)
  • เพิ่มผลผลิตรวม 13.5%
  • ในขณะเดียวกันก็จะมีการพัฒนาคุณภาพชาวนาควบคู่กันไป โดย สร้างชาวนาชั้นนำ 1 ล้านคน
  • จัดตั้งศูนย์บริการเรียนของชาวนา 500 แห่ง
  • พัฒนาด้านระบบตลาดไปพร้อมชุมชน
  • ลดต้นทุนลอจิสติกส์ให้ได้ประมาณ 4% เพื่อเพิ่มศักยภาพการแข่งขัน


        โดยมีเป้าหมายเพิ่มรายได้ให้ชาวนาไม่ต่ำกว่า 10% และลดการแทรกแซงลง 10% ต่อปี รวมทั้งผลักดันการส่งออกเพิ่มให้ได้ถึง 9.5 ล้านตัน ในปี 2554

ในด้านเชิงรุก กระทรวงพาณิชย์ได้มีการดำเนินการด้านต่างๆ ดังนี้

        การส่งเสริมการพัฒนาคุณภาพ โดยมีการจัดการประกวดข้าวหอมมะลิและข้าวตราคุณภาพดีเด่นระดับจังหวัดและระดับประเทศ เพื่อส่งเสริมให้เกษตรกรผู้ปลูกข้าวหอมมะลิ และผู้ประกอบการผลิตข้าวสารบรรจุถุงพัฒนาคุณภาพการผลิตให้เป็นมาตรฐาน เพื่อสร้างความเชื่อมั่นแก่ผู้บริโภค และรักษาชื่อเสียงคุณภาพข้าวของไทย ซึ่งจะส่งผลต่อการขยายตลาด และระดับราคาผลผลิตด้วย

        การรับรองมาตรฐานข้าวหอมมะลิบรรจุถุงรูปพนมมือ เพื่อยกระดับคุณภาพข้าวหอมมะลิบรรจุถุงที่จำหน่ายภายในประเทศให้มีมาตรฐานเดียวกับที่จำหน่ายในต่างประเทศ โดยกรมการค้าภายในจะให้เครื่องหมายรับรองมาตรฐานรูปพนมมือแก่ผู้ประกอบการที่ผลิตข้าวสารบรรจุถุงที่ได้มาตรฐานที่กำหนด โดยจะมีการสุ่มตรวจสอบคุณภาพข้าวหอมมะลิบรรจุถุงรูปพนมมืออย่างสม่ำเสมอและมีการยกเลิกการใช้เครื่องหมายหากตรวจพบข้าวไม่ได้มาตรฐานที่กำหนด

        โครงการพัฒนาผู้ประกอบการค้าข้าวให้เข้าสู่มาตรฐาน GMP และ HACCP โดยการสนับสนุนผู้ประกอบการโรงสีให้มีการจัดทำมาตรฐานคุณภาพดังกล่าว ซึ่งเป็นมาตรฐาน สากลด้านอาหารที่ทำให้ผู้ซื้อต่างประเทศมีความมั่นใจในด้านความปลอดภัย เพื่อให้ทันกับการเปลี่ยนแปลงของระบบมาตรฐานการผลิตของโลก (มิฉะนั้นในอนาคตอาจถูกนำมาเป็นข้อกีดกันทางการค้าได้) เพื่อรักษาฐานการจำหน่ายและสร้างโอกาสในการขยายตัวของการส่งออกข้าวไทยในอนาคต

        โครงการส่งเสริมและพัฒนาโรงสีข้าวในภาคใต้ โดยให้การสนับสนุนโรงสีข้าวในเรื่องเครื่องอบลดความชื้น รวมทั้งการปรับปรุงระบบการสีแปรสภาพข้าวเปลือกเป็นข้าวสารให้มีคุณภาพ

ในด้านการส่งออก

        เน้นการส่งออกข้าวในเชิงมูลค่าแทนการส่งออกในเชิงปริมาณ

        เน้นการส่งออกข้าวที่มีคุณภาพมาตรฐานสูง เพื่อให้เป็นสินค้า Premium สำหรับผู้บริโภค ระดับบนของตลาดต่างประเทศ

        สร้างภาพลักษณ์ข้าวไทยให้มีความแตกต่างจากข้าวของประเทศอื่นๆ โดยการจัดคณะผู้แทนการค้าภาครัฐและเอกชนเดินทางไปประชาสัมพันธ์ให้ผู้บริโภคต่างประเทศได้ตระหนักถึงคุณลักษณะพิเศษของข้าวไทยที่แตกต่างจากข้าวของประเทศอื่น โดยเฉพาะข้าวหอมมะลิไทยและข้าวหอมปทุมธานี นอกจากนี้ การที่ประเทศสมาชิกอาเซียนทั้ง 10 ประเทศ รวมทั้งประเทศไทย ได้เปิดตลาดสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรม ตามพันธกรณีภายใต้เขตการค้าเสรีอาเซียน หรือ AFTA ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2553 ที่ผ่านมานั้น ถือเป็นก้าวสำคัญของอุตสาหกรรมข้าวไทยที่จะใช้ประโยชน์จากการเปิดตลาดเสรี AFTA ในการขยายการค้าและการลงทุน เพื่อให้เกิดประสิทธิผลต่ออุตสาหกรรมโดยรวม โดยเฉพาะอย่างยิ่งเกษตรกรของไทยที่จะสามารถขายข้าวได้ในราคาที่ดีขึ้น เนื่องจากภูมิภาคอาเซียนเป็นตลาดขนาดใหญ่ที่มีผู้บริโภคถึงเกือบ 600 ล้านคน มีมูลค่าผลิตภัณฑ์มวลรวมประชาชาติรวมกันกว่า 1.5 ล้านล้านเหรียญสหรัฐฯ ดังนั้น ตลาดอาเซียนทวีความสำคัญต่อการทำการค้าและการลงทุนของไทยเป็นอย่างมากทั้งในปัจจุบันและในอนาคต เพื่อให้การดำเนินการตามแผนยุทธศาสตร์ตลาดข้าวไทยดังกล่าวส่งผลที่เป็นรูปธรรมและเป็นประโยชน์ต่อผู้ที่เกี่ยวข้องรวมทั้งการค้าข้าวไทยโดยรวม กระทรวงพาณิชย์จะได้มีการจัดตั้งคณะทำงานร่วมระหว่างภาครัฐและภาคเอกชนในการดำเนินการดังกล่าว นอกจากนี้ ภายใต้สภาวะการณ์ความเสี่ยงจากการแข่งขันด้านราคา ความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยน และข้อกีดกันทางการค้าในรูปแบบอื่นๆ กระทรวงพาณิชย์มีแนวคิดใน "การจัดตั้งศูนย์กลางการค้าข้าว (Hub of Rice)" เพื่อเป็นศูนย์กลางข้อมูลและการเรียนรู้ทางการค้าการส่งออกข้าว และเป็นตลาดซื้อขายสินค้าเกษตร (ข้าว) ล่วงหน้า (Stock Market) โดยเป็นแหล่งค้าข้าวที่ ดึงดูดผู้ซื้อ ผู้ขาย คนกลาง เนื่องจากความได้เปรียบของความหลากหลายในสินค้าและผลิตภัณฑ์จากข้าว ตลอดจนเป็นศูนย์ข้อมูลและดำเนินกิจกรรมโครงข่ายการค้าข้าว ในอนาคต สำหรับในปี 2554 จะเป็นอีกปีหนึ่งที่สถานการณ์ข้าวจะมีความผันผวน เนื่องจากผลผลิตข้าวโลกมีแนวโน้มจะต่ำกว่าการบริโภคข้าวโลก ซึ่งเป็นผลมาจากผลผลิตข้าวในประเทศผู้ส่งออกได้รับความเสียหายจากภัยธรรมชาติในปริมาณมากประเทศไทยในฐานะผู้ส่งออกข้าวจำเป็นจะต้องช่วงชิงความได้เปรียบจากโอกาสดังกล่าวในการผลักดันการส่งออกข้าวไทยให้ขยายตัวเพิ่มขึ้นทั้งในตลาดเก่าและตลาดใหม่ที่มีศักยภาพ อย่างไรก็ตามการใช้กลยุทธ์ด้านการตลาดดังที่ได้กล่าวมาแล้ว ประกอบกับความได้เปรียบจากสภาพภูมิประเทศและภูมิปัญญาที่มีอยู่ดั้งเดิมเพียงเท่านี้ คงไม่สามารถทำให้ข้าวไทยยืนหยัดรักษาความเป็นหนึ่งในเวทีโลกไว้ได้ หากว่าต้นทุนในการผลิตข้าวของไทยยังคงสูงกว่าประเทศคู่ค้าและประเทศคู่แข่งอยู่มาก และยิ่งเราขาดการวิจัยพัฒนาที่จริงจังและต่อเนื่อง ความเป็นหนึ่งของข้าวไทยในเวทีโลกจึงมีความเสี่ยงอยู่มาก ตัวอย่าง ที่เห็นได้ชัดเจนในปัจจุบัน คือ ผลผลิตข้าวไทยโดยเฉลี่ยต่อไร่ อยู่ที่ ประมาณ 405 -679 กิโลกรัมข้าวเปลือก ขณะที่ผลผลิตเฉลี่ยข้าวของโลกปี 2550/51 ไร่ละ 669 กิโลกรัม สหรัฐอเมริกา 1,294 กิโลกรัม จีน 1,029 กิโลกรัม และเวียดนาม 797 กิโลกรัม เป็นเรื่องที่น่าวิตกมาก

4. มิติใหม่ในการวิจัยข้าวไทย

        ในทางการตลาดแล้ว สิ่งสำคัญที่จำเป็นต้องพิจารณาคือจะทำสินค้าของเราแข่งขันในตลาดโลกได้ด้วย ต้นทุน และคุณภาพของสินค้าที่เป็นที่ต้องการของตลาด ดังนั้น นอกจากปัญหาผลผลิตต่อไร่ของข้าวไทยดังที่กล่าวมาแล้ว นักวิจัย ควรได้รับรู้ และรับทราบถึงทิศทางของตลาดต่างประเทศต่อการบริโภคข้าวด้วย เช่นกัน

        ข้าวเป็นพืชอาหารที่สำคัญของโลกโดยประชากรโลกกว่า 3 พันล้านคนบริโภคข้าวเป็นอาหารหลักทุกวัน ปริมาณการบริโภคข้าวจะเพิ่มมากขึ้นตามจำนวนประชากรโลกที่ขยายตัวเพิ่มขึ้นทุกปีและภาวะเศรษฐกิจของประเทศต่างๆ ในโลก และมีแนวโน้มที่ปริมาณการบริโภคจะมากกว่าผลผลิตข้าวโลกในระยะสั้น ดังนั้นความต้องการนำเข้าข้าวของโลกมีแนวโน้มจะเพิ่มสูงขึ้นจึงเป็นโอกาสดีที่ไทยจะยังคงสามารถรักษาระดับการส่งออกข้าวได้ปีละประมาณ 9-10 ล้านตัน

        ตลาดแอฟริกาและละตินอเมริกาเป็นตลาดขนาดใหญ่และมีความสำคัญที่มีความต้องการบริโภคข้าวเพิ่มขึ้นเนื่องจากประชากรจะมีกำลังในการซื้อสินค้ามากขึ้น ซึ่งโดยปกติตลาดข้าวดังกล่าวจะนิยมบริโภคข้าวนึ่ง ประเทศไทยจึงควรต้องให้ความสำคัญในการพัฒนาพันธุ์ข้าวใหม่ๆ ที่เหมาะสมสำหรับการทำข้าวนึ่งในการเพิ่มผลผลิตต่อไร่และลดต้นทุนการผลิตเพื่อให้สามารถแข่งขันกับผู้ผลิตและส่งออกข้าวนึ่งที่สำคัญของโลก เช่น ปากีสถาน สหรัฐอเมริกา อินเดีย

        กระแสของความนิยมข้าวที่มีคุณค่าทางโภชนาการสูงหรือข้าวที่มีคุณลักษณะพิเศษได้มีเพิ่มมากขึ้นอย่างต่อเนื่องในช่วงหลายปีที่ผ่านมาโดยเฉพาะในกลุ่มผู้บริโภคที่มีกำลังซื้อสูงในยุโรปและสหรัฐอเมริกา การผลักดันให้มีการส่งออกข้าวประเภทดังกล่าวในเชิงพาณิชย์ได้จะช่วยสร้างรายได้ให้แก่เกษตรกรเป็นอย่างมาก จึงควรมีการศึกษาเลือกพันธุ์ข้าวลักษณะดังกล่าว 1-2 ชนิดในเบื้องต้นที่สามารถนำมาเพาะปลูกและเพิ่มผลผลิตเพื่อการส่งออกได้โดยให้นำกลยุทธ์ในด้านการตลาดในเรื่องการประชาสัมพันธ์คุณลักษณะพิเศษและบรรจุภัณฑ์ที่มีความแตกต่าง

        ในปัจจุบันหลายประเทศได้มีการผลิตข้าวหอมเพื่อมาแข่งขันกับข้าวหอมมะลิไทย โดยเฉพาะสหรัฐอเมริกาที่ได้ผลิตข้าว Jazzman ขึ้นมาเพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคสหรัฐฯ ซึ่งข้าว Jazzman ดังกล่าวมีต้นทุนการผลิตที่ต่ำกว่าข้าวหอมมะลิของไทย จึงมีโอกาสที่ตลาดข้าวหอมมะลิไทยในตลาดสหรัฐฯ จะต้องเผชิญกับการแข่งขันมากขึ้น แนวทางการแก้ปัญหาในเรื่องนี้คือภาครัฐต้องให้ความสำคัญในการรักษาคุณภาพ มาตรฐานและความหอมซึ่งเป็นลักษณะพิเศษของพันธุ์ข้าวหอมมะลิไทยเพื่อสร้างความแตกต่างกับข้าว Jazzman

        ประเทศผู้นำเข้าที่สำคัญโดยเฉพาะกลุ่มประเทศที่มีรายได้สูงเช่น สหภาพยุโรป ญี่ปุ่น รัสเซีย ฯลฯ และนำเข้าข้าวคุณภาพดีจากประเทศไทยในปริมาณมากโดยเฉพาะข้าวหอมมะลิไทยและข้าวขาวคุณภาพดี ปฎิเสธที่จะซื้อข้าวจากไทยหากมีการปนเปื้อนของสารตกแต่งพันธุกรรม (GMOs) ซึ่งจะก่อให้เกิดความเสียหายต่อการส่งออกข้าวของไทยและภาพลักษณ์ของไทย ตลอดจนกระทบต่อรายได้ของเกษตรกรชาวนาผู้ปลูกข้าว ซึ่งประเทศไทยยืนยันมาโดยตลอดว่าข้าวไทยปลอดจากสารตกแต่งพันธุกรรม (GMOs) และได้เผยแพร่ประชาสัมพันธ์ให้ประเทศผู้ซื้อและผู้นำเข้าข้าวทราบมาโดยตลอดว่าข้าวไทยปลอด GMOs ซึ่งเป็นจุดแข็งของข้าวไทยที่ทำให้ข้าวไทยเป็นที่ยอมรับในคุณภาพและสามารถแข่งขันได้ในตลาดโลก

        การวิจัยข้าว GMOs อาจมีการดำเนินการแต่ต้องมีระบบบริหารจัดการเพื่อให้ผู้บริโภคมีความเชื่อถือ และมั่นใจในระบบควบคุม ACE น่าจะเป็นโอกาสหนึ่งในการสร้างความร่วมมือในด้านการพัฒนาและการลงทุน


5. ทิศทางงานวิจัยข้าวไทย
        สืบเนื่องจาก เมื่อปี 2551 โลกประสบกับภาวะวิกฤตด้านอาหารและราคาข้าวที่สูงสูดเป็นประวัติการณ์ส่งผลให้ประเทศผู้บริโภคและผู้นำเข้าต่างๆ ได้ปรับตัวเพื่อพึ่งพาผลผลิตข้าวภายในประเทศมากขึ้น โดยการพัฒนาและลงทุนด้านการเกษตรเพื่อผลิตอาหารเลี้ยงประชากรของตนเอง มีการทุ่มเทสรรพกำลังทั้งด้านงบประมาณและเทคโนโลยีการผลิตที่ทันสมัย รวมทั้งการพัฒนาพันธุ์ข้าวใหม่ๆที่ให้ผลผลิตสูงและต้านทานต่อสภาพแวดล้อมและศัตรูพืช เพื่อเพิ่มปริมาณผลผลิตให้เพียงพอกับความต้องการบริโภคในประเทศ นอกจากนี้ มีแนวโน้มว่าประเทศในแถบตะวันออกกลางได้เข้าไปลงทุนด้านการเกษตรในประเทศยากจน หรือประเทศกำลังพัฒนามากขึ้น วิกฤตอาหารดังกล่าวส่วนหนึ่งมีสาเหตุสืบเนื่อง จากการขาดแคลนบุคคลากรผู้เชี่ยวชาญด้านวิจัยและขาดเงินทุนงบประมาณในการวิจัย นอกจากนี้โลกประสบกับภาวะอากาศผันผวน โดยเฉพาะอย่างยิ่งปัญหาภาวะโลกร้อน ทำให้ผลผลิตข้าวได้รับความเสียหายจากภาวะน้ำท่วมหรือภัยแล้ง เป็นต้น ดังนั้น ทิศทางหรือมิติใหม่งานวิจัยข้าวไทยจึงควรมุ่งวิจัยและพัฒนาพันธุ์ข้าวให้มีผลผลิตต่อไร่สูงขึ้น มีความเหมาะสมกับสภาพอากาศและสภาพภูมิประเทศของพื้นที่เพาะปลูก รวมทั้งวิจัยพันธุ์ข้าวใหม่ ซึ่งอาจประกอบด้วยกลยุทธ์ ดังนี้

ในด้านการผลิต
        1) ส่งเสริมการวิจัยข้าวไทยให้มีความหลากหลายพันธุ์และมีเอกลักษณ์เฉพาะให้เหมาะสมกับพื้นที่เพื่อให้มีผลผลิตเพียงพอแก่การบริโภคในประเทศและเหลือส่งออกต่างประเทศตามแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียง
        2) ส่งเสริมงานวิจัยพันธุ์ข้าวที่มีมูลค่าเพิ่มสูง (Value Creation) และผลพลอยได้จากข้าวขยายผลหรือต่อยอดงานวิจัยในเชิงพาณิชย์ในลักษณะการตลาดนำการผลิตโดยให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาดในประเทศและตลาดต่างประเทศ
        3) ส่งเสริมวิจัยข้าวพันธุ์สุขภาพที่มีโภชนาการสูง ต้านทานอนุมูลอิสระ มีกลิ่นหอม หรือต้านทานโรค ได้แก่ ข้าวหอมนิล ข้าวสินเหล็ก (ข้าวเสริมธาตุเหล็ก) ข้าวไรซ์เบอรี่ (ข้าวต้านอนุมูลอิสระหรือต้านโรคเบาหวาน) แล้วขยายไปยังพื้นที่เป้าหมายหรือจังหวัดต่างๆ
        4) พัฒนางานวิจัยพันธุ์ข้าวไทยพื้นเมือง และพันธุ์ข้าวไร่ต่างๆ ให้มีคุณลักษณะทน แล้งหรือใช้น้ำน้อย หรือทนน้ำท่วม ซึ่งประสบปัญหาภัยแล้งหรือน้ำท่วม
        5) พัฒนางานวิจัยพันธุ์ข้าวไทยพื้นเมือง เฉพาะท้องถิ่นในพื้นที่จังหวัดต่างๆ หรือ พันธุ์ต้นแบบได้แก่ พันธุ์ข้าวสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) พันธุ์ข้าวสังข์หยด
        6) วิจัยการผลิตข้าวโดยลดปัญหามลภาวะสิ่งแวดล้อม และลดภาวะโลกร้อน รวมทั้งการส่งเสริมการเพิ่มผลผลิตโดยใช้เกษตรอินทรีย์
        7) เผยแพร่ข้อมูลข่าวสารงานวิจัยข้าวไทย สร้างระบบฐานข้อมูลงานวิจัยข้าวไทยพื้นฐานต่างๆ ได้แก่ แหล่ง/ปัจจัยการผลิต การจดทะเบียน/กำหนดสินค้า และตลาด โดยประมวลข้อมูลงานวิจัยข้าวไทยในเบื้องต้นจากหน่วยงานต่างๆ

ในด้านการแปรรูปและการตลาด
        1) การสร้างมูลค่าเพิ่ม(Value Creation) และผลพลอยได้จากข้าว ขยายผลหรือต่อยอดงานวิจัยในเชิงพาณิชย์ เช่น สารจากข้าวกล้อง ข้าวกล้องงอก สามารถนำมาเป็นอาหารเสริม ยา และ เครื่องสำอาง เป็นต้น
        2) วิจัยพัฒนาเพื่อลดต้นทุนด้าน logistic การเก็บเกี่ยว การแปรรูป การเก็บรักษา การขนส่ง
        3) การพัฒนาบรรจุภัณฑ์รูปแบบใหม่ๆ เพื่ออำนวยความสะดวกให้ผู้บริโภค ลด ต้นทุนการขนส่ง ยืดอายุการเก็บรักษา มีเทคโนโลยีในการติดตาม ตรวจสอบการลอกเลียนหรือแอบอ้าง เป็นต้น
        4) งานวิจัยด้านการพัฒนาความร่วมมือทางด้านการผลิตหรือการค้าข้าวระหว่างประเทศ เพื่อพัฒนายกระดับความร่วมมือข้าวกับกลุ่มประเทศเป้าหมาย อาทิ ความร่วมมือประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC) หรือกลุ่มประเทศผู้ผลิตและส่งออกข้าวนอกภูมิภาคอาเซียน 

ในด้านการพัฒนาการบริหารจัดการองค์ความรู้และนวัตกรรมงานวิจัยข้าวไทย
        1) กำหนดตำแหน่งสินค้าข้าวและผลิตภัณฑ์เป้าหมายและกำหนดเป้าหมาย/ตัวชี้วัดเกี่ยวกับผลประโยชน์ด้านสิ่งแวดล้อมและการรักษาสุขภาพ เป็นต้น
        2) ให้มีศูนย์กลางงานวิจัยข้าวไทยระดับภูมิภาคโดยคัดเลือก/วิจัยชุมชนข้าวพันธุ์ต้นแบบที่ประสบความสำเร็จให้ครอบคลุมครบวงจรตั้งแต่การผลิต ปัจจัยการผลิต การแปรรูป การตรวจสอบรับรองมาตรฐาน ตลาดภายในประเทศและตลาดต่างประเทศ
        3) พัฒนาการบริหารจัดการองค์ความรู้และนวัตกรรม โดยให้ขยายผลความ สำเร็จในด้านองค์ความรู้และนวัตกรรมเชื่อมโยงเครือข่ายไปยังกลุ่มเกษตรกรชาวนาหรือชุมชนอย่างทั่วถึง

6. สรุป
กล่าวโดยสรุป กระทรวงพาณิชย์เห็นว่า มิติใหม่ในการทำวิจัยข้าวจำเป็นต้องมีเป้าหมายที่ชัดเจน ซึ่ง ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี ได้มอบนโยบายแล้วเมื่อวันที่ ๑๕ ธันวาคม ที่ผ่านมา นอกจากนี้ การวางกลยุทธ์การวิจัยจำเป็นต้องมองทั้งระบบ ตั้งแต่ ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ โดยสอดคล้องกับยุทธศาสตร์กระทรวงพาณิชย์และกระทรวงที่เกี่ยวข้อง และทิศทางการค้าในอนาคต ผลกระทบจากภาวะโลกร้อน ความมั่นคงด้านอาหาร ฯลฯ ทั้งนี้ ผลงานวิจัยของท่าน จะเป็นเครื่องมือสำคัญ ที่ขับเคลื่อนและเสริมความแข็งแกร่งให้กับการค้าข้าวไทยให้ประสบผลสำเร็จยิ่งๆขึ้นไป

......................................................................