ค้นหาข้อมูล

ปาฐกถาพิเศษ
เรื่อง นโยบายรัฐกับงานวิจัยข้าวไทย
โดย
นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ
นายกรัฐมนตรี


......................................................................


          ในปาฐกถาพิเศษ ท่านนายก ได้กล่าวตอนหนึ่งถึงความสำคัญของข้าวและการวางกลยุทธ์งานวิจัยว่า การกำหนดทิศทางและการวางกลยุทธ์ด้านงานวิจัยข้าว เป็นเรื่องที่มีความสำคัญและเป็นเรื่องที่มีความจำเป็น เพราะนอกจากข้าวจะเป็นพืชเศรษฐกิจหลักของประเทศไทยแล้ว ยังเป็นอาหารของประชากรกว่าครึ่งโลก ซึ่งข้าวกับสังคมไทยเป็นสิ่งที่คู่กันมาเป็นระยะเวลายาวนาน และมีการพัฒนาด้านข้าวมาตั้งแต่ในสมัยรัชกาลที่ 4 ที่ได้เริ่มมีการนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยในการเพาะปลูกเพื่อเพิ่มผลผลิตข้าว หรือในรัชกาลที่ 5 ที่ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้มีการประกวดพันธุ์ข้าว เพื่อคัดสรรสายพันธุ์ที่ดี รวมไปจนถึงในอดีตเมื่อปี 2476 ที่ประเทศไทยส่งพันธุ์ข้าวเข้าร่วมการประกวดข้าวระดับโลกที่ประเทศแคนาดา ซึ่งสามารถได้รับรางวัลชนะเลิศและรางวัลอื่น ๆ รวมกันถึง 11 รางวัล ทำให้ข้าวไทยมีชื่อเสียงระดับโลกมาจนถึงทุกวันนี้

          นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า นับแต่นั้นเป็นต้นมารัฐบาลทุกยุคทุกสมัยก็ได้ให้ความสำคัญกับเรื่องของ การพัฒนาการผลิตข้าวและส่งเสริมการค้าข้าวมาโดยตลอด โดยปัจจุบันจะมีหน่วยงานที่เป็นถึงระดับกรม คือกรมการข้าว กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และองค์กรภาครัฐและภาคเอกชนอื่นๆ รับผิดชอบและได้ให้ ความสนใจในเรื่องของการวิจัยและการพัฒนาข้าวมากขึ้น ซึ่งผลการวิจัยและพัฒนาที่ได้มานั้นเป็นส่วน สำคัญที่ทำให้ภาคการผลิตและการตลาดข้าวมีขีดความสามารถในการแข่งขันมากขึ้น และเมื่อปี 2550

          กระทรวงพาณิชย์และกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ก็ได้ร่วมกันยกร่างยุทธศาสตร์ข้าวไทย ซึ่งใช้ยึดถือปฏิบัติมาตั้งแต่เมื่อปี 2550 จนถึงปี 2554 ภายใต้วิสัยทัศน์ "ไทยเป็นผู้นำด้านคุณภาพข้าวและผลิตภัณฑ์เป็นหนึ่งของโลก เพื่อเกษตรกรมีรายได้มั่นคง และผู้บริโภคมั่นใจ" โดยมีพันธกิจ 4 ด้าน ได้แก่ 1) การจัดระบบการผลิตและพัฒนาเกษตรกร 2) การจัดระบบตลาดและพัฒนาผลิตภัณฑ์ 3) การผลักดันการส่งออก และ 4) การจัดระบบการกระจายสินค้าให้มีต้นทุนต่ำและมีความรวดเร็ว

          นายกรัฐมนตรี กล่าวถึงจุดแข็งของข้าวไทย ว่า คือ เรื่องของคุณภาพ ซึ่งเป็นที่ยอมรับอย่างกว้าง ขวางว่าเป็นข้าวคุณภาพดี และเป็นประเทศผู้ส่งออกข้าวที่ทั่วโลกให้ความไว้วางใจ อย่างไรก็ตามยังจะต้องให้ความสำคัญ และร่วมกันทำงาน เพื่อที่จะเป็นการเพิ่มจุดแข็งและแก้ไขปัญหาที่เป็นข้อจำกัดหรือจุดอ่อน อย่างจริงจัง ในการพัฒนาข้าวไทย โดยประการแรกคือเป็นประเทศที่เป็นผู้นำอันดับ 1 ในเรื่องการส่งออกข้าวและการที่จะส่งออกผลิตภัณฑ์มูลค่าเพิ่มจากข้าว 2) การรักษาชื่อเสียงของการเป็นข้าวคุณภาพดีภายใต้กระบวนผลิตที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และ 3) ประชาชนเกษตรกรชาวนามีมาตรฐานการดำรงชีวิตที่ดีขึ้น เป็นต้น ซึ่งทั้งหมดนี้จะเกิดขึ้นได้ต้องมาจากพื้นฐานของงานวิจัยที่เข้มแข็ง

          นายกรัฐมนตรีกล่าวถึงสิ่งที่มีความห่วงใยภายใต้ภาวะของโลกที่มีความกังวลในเรื่องของความมั่นคงทางอาหารว่า ประเทศไทยควรจะอยู่ในฐานะที่จะเป็นผู้ได้ประโยชน์หรือตอบสนองโจทย์ของทั่วโลกที่กำลังมีความกังวลเรื่องความมั่นคงทางอาหาร แต่ปรากฏว่า ภาคการเกษตรของไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งเกษตรกร ก็ยังประสบกับปัญหาความยากจน และมีปัญหาอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในปัญหาเรื่องของความมั่นคงและมุมมองของเยาวชนต่ออาชีพเกษตรกรรม ซึ่งเห็นได้ชัดว่าระยะหลังอายุของชาวนาโดยเฉลี่ยก็เพิ่มขึ้นไปมาก โดยลูกหลานของเกษตรกรมีน้อยรายที่มีความตั้งใจในการที่จะสานต่ออาชีพในเรื่องของการทำนาและอาชีพทางการเกษตร ดังนั้นสิ่งนี้จึงเป็นสิ่งที่ท้าทายอย่างมาก และเป็นเหตุผลที่รัฐบาลต้องมีการปรับนโยบายกันครั้งใหญ่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของหลักประกันความมั่นคงในเชิงรายได้และสวัสดิการของพี่น้องเกษตรกร เช่น เรื่องของสวัสดิการของเกษตรกร ซึ่งขณะนี้กระทรวงเกษตรฯ กำลังรับฟังความคิดเห็นในเรื่องดังกล่าวอยู่ เรื่องของกองทุนเงินออมแห่งชาติ ซึ่งปัจจุบันก็ได้เสนอกฎหมายเข้าสู่สภาฯเรียบร้อยแล้ว การปรับการแทรกแซงมาเป็นรูปแบบของการประกันรายได้ ซึ่งจะไม่ไปกระทบกับกลไกตลาด

          อย่างไรก็ตาม นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า นโยบายประกันรายได้หรือนโยบายในเรื่องของสวัสดิการคงจะเป็นการแก้ปัญหาหรือสร้างหลักประกันได้เพียงระดับหนึ่งเท่านั้น เนื่องจากสุดท้ายการตัดสินใจของประชาชนว่าจะประกอบอาชีพอะไร ผลิตอะไร คงไม่ได้ขึ้นอยู่กับนโยบายเหล่านี้เท่ากับความสามารถของการทำการเกษตร การผลิตข้าว การขายข้าวว่าเป็นหลักประกันในเรื่องของการที่จะมีรายได้และคุณภาพชีวิตที่ดีหรือไม่ ซึ่งหมายถึงว่าข้าวไทยต้องสามารถที่จะแข่งขันได้ ในตลาดโลกและต้องรักษาทั้งในเรื่องของคุณภาพและสามารถที่จะนำรายได้มาผ่านกระบวนการเช่น การเพิ่มมูลค่าในเรื่องของผลิตภัณฑ์ และรวมไปถึงการที่จะต้องมีการปรับปรุงประสิทธิภาพ ปรับปรุงพันธุ์ ลดต้นทุนในด้านต่าง ๆ ด้วย ซึ่งทั้งหมดนี้ถือเป็นหัวใจสำคัญที่ทำให้งานวิจัยและการพัฒนานั้นต้องมีความต่อเนื่อง พร้อมกันนี้ นายกรัฐมนตรี ได้กล่าวว่า การส่งออกเป็นอันดับ 1 ในแง่ของปริมาณอาจจะไม่สำคัญ เท่ากับความสามารถในการที่จะทำให้ข้าวสร้างมูลค่าและสร้างรายได้ให้กับเกษตรกรให้ได้มากที่สุดในแง่ของคุณภาพ ซึ่งตรงนี้จะเป็นตัวชี้ความยั่งยืนของความสามารถในการแข่งขันของข้าวไทยเป็นอย่างดี เพราะฉะนั้นยุทธศาสตร์ของข้าวไทยทั้งในปัจจุบันและในอนาคตคงจะมองเฉพาะในแง่ของปริมาณการส่งออกข้าวอย่างเดียวไม่ได้ แต่จะต้องมองลึกลงไปถึงเรื่องของการพัฒนาในทุก ๆ ด้าน ทั้งในเรื่องของเทคโนโลยี กระบวนการผลิต การลดต้นทุน การสร้างความเชื่อมโยง ความต่อเนื่องของกระบวนการนับตั้งแต่การผลิตไปจนถึงการตลาดด้วย เป็นต้น ทั้งนี้เรื่องของคุณภาพถือว่าเป็นจุดแข็งและเป็นเสมือนกับทุนของประเทศไทยที่มีมาตั้งแต่ดั้งเดิมซึ่งจะต้องไม่เพียงแต่รักษา แต่จะต้องมีการปรับปรุงและมีการลงทุนเพิ่มเติม เพื่อคงฐานะของความได้เปรียบและชื่อเสียง ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญ สำหรับข้าวไทยต่อไปในอนาคต ซึ่งการวิจัยเพื่อสร้างฐานความรู้ การพัฒนาพันธุ์ รวมไปถึงพันธุ์ที่ตอบสนองต่อความเปลี่ยนแปลงของตลาด ที่ขณะนี้ต้องการคุณค่าทางโภชนาการสูง ต้องการอาหารที่รักษาสุขภาพ และจะมีความต้องการใหม่ๆ เข้ามา แม้กระทั่งกระบวนการที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ล้วนแล้วแต่เป็นลู่ทางของการเพิ่มมูลค่าเพิ่มให้กับผลิตภัณฑ์ข้าวและข้าวได้เป็นอย่างดี ดังนั้นการบรรลุวิสัยทัศน์ตรงนี้ ในช่วงระยะเวลาจากนี้ไปจะขึ้นอยู่กับความสำเร็จในการทำงานทางด้านการวิจัยและพัฒนา ทั้งที่เป็นการวิจัยในเรื่องของพันธุ์ ทั้งในเรื่องของการตลาด ทั้งในเรื่องของความรู้ ทั้งในเรื่องสิ่งแวดล้อมและอื่น ๆ เป็นต้น ซึ่งตรงนี้ตนได้พยายามในการที่จะทำให้ระบบงานวิจัยของประเทศนั้น มีลักษณะของความเป็นระบบ และเอกภาพ เพื่อทำให้การทำงานวิจัยเชิงยุทธศาสตร์สามารถที่จะประสบความสำเร็จให้มากขึ้น นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ในระดับนโยบายที่กำหนดในภาพรวมนั้น มีความตั้งใจในการที่จะผลักดัน งานเรื่องนี้อย่างเต็มที่ แต่การที่จะสามารถเพิ่มพูนประสิทธิภาพ ประสิทธิผล ของการวิจัยต่าง ๆ นั้น คงจะต้องขึ้นอยู่กับความสามารถในการที่จะเชื่อมโยงเป็นเครือข่ายของผู้ที่ทำงานทางด้านนี้ด้วย ซึ่งบางครั้งอาจจะต้องก้าวข้ามวัฒนธรรมองค์กรปรับวัฒนธรรมการทำงาน เพื่อให้สามารถที่จะนำไปสู่การบูรณาการและสร้างความเป็นเอกภาพในทิศทางของการวิจัยได้อย่างแท้จริง ซึ่งมั่นใจว่าถ้าสามารถที่จะปรับแก้สิ่งเหล่านี้ได้ ศักยภาพที่มีอยู่โดยพื้นฐานของข้าวไทยก็จะทำให้สามารถที่จะสร้างหลักประกันความมั่นคง ไม่ใช่เฉพาะสำหรับเกษตรกร แต่เป็นการสร้างหลักประกันความมั่นคงให้กับประเทศในเรื่องของความมั่นคงทางอาหาร รวมไปถึงการมีโครงสร้างเศรษฐกิจที่มีความเหมาะสม มีความหลากหลาย และสอดคล้องกับปรัชญาของความพอเพียงด้วย

         นายกรัฐมนตรี กล่าวขอบคุณผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับวงการข้าว ทั้งกลุ่มเกษตรกร ผู้ประกอบการโรงสี ผู้ส่งออก นักศึกษา นักวิจัย นักวิชาการ และภาคเอกชน รวมทั้งมูลนิธิข้าวไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ ที่ได้ความสำคัญเกี่ยวกับนโยบายเงินทุนการวิจัยข้าว เพื่อยกระดับความสามารถในการแข่งขันของข้าวไทย โดยเฉพาะการที่ได้เสนอให้มีการจัดตั้งกองทุนวิจัยข้าว ซึ่งจะทำให้มีการเพิ่มงบประมาณวิจัยข้าวจากเดิมอีกปีละ1,200-1,500 ล้านบาท หรือร้อยละ 1 ของรายได้จากมูลค่าการส่งออกข้าว 1.5 แสนล้านบาท และจะเพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 2-3 ภายใน 10 ปีต่อไป "ผมมีความเชื่อมั่นครับว่า ในบ้านเมืองของเราในวงการข้าวไทย เรามีผู้ทรงคุณวุฒิเป็นจำนวนมากทั้งที่เป็นเกษตรกร นักวิชาการ ผู้ประกอบการในทุกขั้นตอน หรือแม้แต่ตัวแทนผู้บริโภคที่มีความรู้ มีความ สามารถ และจะสามารถเข้ามากำหนดนโยบายการวิจัยและควบคุมระบบการจัดการวิจัยข้าวให้โปร่งใส มีประสิทธิภาพ และเป็นไปตามเจตนารมณ์ของยุทธศาสตร์ของชาติได้ ผมจึงหวังเป็นอย่างยิ่งว่าทุกท่านจะร่วมมือกันพัฒนาการผลิตและส่งออกข้าวไทยให้บรรลุเป้าหมายของการพัฒนาคุณภาพและผลิตภัณฑ์ข้าว กระบวนการผลิตที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีให้แก่พี่น้องเกษตรกรที่เป็นกระดูกสันหลังของชาติสืบต่อไป" นายกรัฐมนตรี กล่าว

......................................................................