ค้นหาข้อมูล

บรรยายพิเศษ
เรื่อง นโยบายรัฐกับชาวนา
โดย
นายธีระ  วงศ์สมุทร
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์


......................................................................


ข้าวเป็นฐานแห่งอารยธรรมเคียงคู่กับแผ่นดินไทยมาช้านาน จากหลักฐานทางประวัติศาสตร์ปรากฎว่าในแผ่นดินแหลมทองหรือที่เรียกว่า สุวรรณภูมิ ที่เป็นที่ตั้งของประเทศไทยในปัจจุบันนี้ มีร่องรอยการปลูกข้าวมาแล้วไม่น้อยกว่า 5,000 ปี ซึ่งแสดงให้เห็นว่าที่ตั้งของประเทศไทยในปัจจุบันเหมาะสมกับการปลูกข้าวเป็นอย่างยิ่ง แสดงว่า คนไทยรู้จักการปลูกข้าวและบริโภคข้าวมาช้านานแล้ว จนกระทั่งมีคำทักทายประจำวันว่า “กินข้าวแล้วหรือยัง” ซึ่งหมายถึง “ข้าวคือชีวิต”สำหรับคนไทย(ความจริงแล้ว ข้าวเป็นอาหารหลักของคนครึ่งโลก)

ชาวนาไทยมีความสามารถ จะเห็นได้จากที่ปลูกข้าวได้มากเกินความต้องการบริโภคในประเทศ จึงมีการส่งออกไปต่างประเทศเป็นที่ 1 ของโลกมายาวนานจนถึงปัจจุบัน แม้จะเป็นประเทศเล็กๆ ก็ตาม ในแต่ละปีการส่งออกข้าวทำรายได้ให้กับประเทศหลายแสนล้านบาท เป็นรายได้หลักที่สำคัญอย่างหนึ่งของประเทศ แม้จะน้อยกว่าสินค้าอุตสาหกรรมบางชนิด แต่ก็เป็นรายได้สุทธิที่

มากกว่าเพราะไม่มีการนำวัตถุดิบจากต่างประเทศมาผลิต อาจมีบ้างก็คือปุ๋ยและสารเคมี รายได้เกือบทั้งหมดจึงตกอยู่กับประเทศไทย

จากความสำคัญของข้าวและชาวนาดังกล่าว รัฐบาลนี้ (โดยการผลักดันของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์) จึงได้กำหนดให้วันที่ 5 มิถุนายนของทุกปี เป็นวันข้าวและชาวนาแห่งชาติ เนื่อง จากวันที่ 5 มิถุนายน พ.ศ. 2489 เป็นวันที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลปัจจุบัน ในขณะที่ยังดำรงพระอิสริยยศพระน้องยาเธอได้เสด็จพระราชดำเนินพร้อมกับพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดลไปทรงหว่านข้าวที่เกษตรกลางบางเขน ที่ตั้งของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ในปัจจุบัน จึงถือเป็นวันมงคลสำหรับชาวนา การกำหนดให้มีวันข้าวและชาวนาแห่งชาติขึ้นก็เพื่อที่จะเชิดชูเกียรติและศักดิ์ศรีของชาวนาไทย ให้มีความภาคภูมิใจในอาชีพชาวนาและให้ลูกหลานชาวนามีกำลังใจและยินดีที่จะสืบสานอาชีพทำนาต่อไป เพื่อพวกเราคนไทยทุกคนจะได้มีข้าวกิน ตลอดไป


ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับข้าวและชาวนาไทย

  • ข้าวไทยเลี้ยงประชากรโลก

ปัจจุบันประเทศไทยผลิตข้าวได้ประมาณปีละ 30 ล้านตันข้าวเปลือกหรือประมาณ 20 ล้านตันข้าวสาร ประมาณครึ่งหนึ่งใช้บริโภคในประเทศ อีกครึ่งหนึ่งส่งออกไปต่างประเทศ ในเชิงปริมาณเป็นที่หนึ่งของโลกตั้งแต่ปี พ.ศ. 2522 ในเชิงมูลค่าเป็นที่หนึ่งของโลกตั้งแต่ปี 2524 หรือประมาณ 30 ปีที่ผ่านมา โดยยังไม่มีใครสามารถแย่งชิงตลาดไปได้(แม้จะมีความพยายามก็ตาม) มีสัดส่วนการ ตลาดประมาณ 30% มีลูกค้ากว่า 100 ประเทศทั่วโลก ซึ่งถือเป็นจุดแข็งของข้าวไทย ทั้งนี้เนื่องจากลูกค้าของไทยเชื่อมั่นในคุณภาพข้าวของไทยที่มีหลากหลายชนิดทั้งข้าวหอมมะลิ ข้าวขาว และข้าวนึ่ง แม้ว่าราคาข้าวไทยจะแพงกว่าคู่แข่ง เช่น เวียดนาม ก็ตาม ซึ่งบางครั้งราคาแพงกว่าถึง 100 เหรียญสหรัฐต่อตัน

  • ชาวนาเป็นประชากรส่วนใหญ่ของประเทศ

เมื่อเปรียบเทียบกับทุกสาขาอาชีพแล้วชาวนาถือว่าเป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศ แม้ระหว่างอาชีพเกษตรกรรมด้วยกันก็ตามชาวนาก็มีจำนวนมากที่สุด จากเกษตรกรทั้งหมดประมาณ 5.7 ล้านครอบครัว เป็นชาวนาประมาณ 3.7 ล้านครอบครัวหรือประมาณ 65% นอกจากนี้พื้นที่ที่ใช้ทำนายังมีมากที่สุดเมื่อเทียบกับเนื้อที่การเกษตรอื่นๆ คือ มีการทำนาปีประมาณ ปีละ 57 – 58 ล้านไร่ หรือประมาณเกือบครึ่งหนึ่งของพื้นที่การเกษตรทั้งประเทศที่มีประมาณ 131 ล้านไร่

  • เนื้อที่นาส่วนใหญ่อาศัยน้ำฝน

การทำนาต้องอาศัยน้ำ ถ้าน้ำไม่เพียงพอข้าวก็ไม่เจริญงอกงาม ประเทศไทยมีเนื้อที่ชลประทาน (รวมชลประทานขนาดเล็ก) เพียง 27% ของเนื้อที่การเกษตร เนื้อที่ทำนาส่วนใหญ่อยู่นอกเขตชลประทาน ต้องอาศัยน้ำฝนเพียงอย่างเดียว บางครั้งในฤดูนาปีซึ่งเป็นฤดูฝนก็อาจมีน้ำไม่เพียงพอเพราะประสบปัญหาฝนทิ้งช่วง ทำให้ผลผลิตเสียหาย ส่วนในฤดูแล้งถ้าไม่มีน้ำเพียงพอที่จะทำการเกษตร ก็จะทำให้ขาดโอกาสในการปลูกพืชครั้งที่ 2 เพื่อหารายได้เสริมสำหรับครอบครัว

  • มีเนื้อที่ถือครองขนาดเล็ก

เนื้อที่ถือครองในการทำนาปี ประมาณ 90% มีเนื้อที่ทำนาต่ำกว่า 40 ไร่ โดยเฉลี่ยประมาณ 15 ไร่ ต่อครอบครัว ส่วนนาปรังมีเนื้อที่ทำนาเฉลี่ย 25 ไร่ ซึ่งทำให้รายได้จากการทำนาไม่เพียงพอต่อรายจ่ายในครอบครัว(เนื้อที่ถือครองเฉลี่ยของเกษตรกรทั่วไปมีประมาณ 22 ไร่ต่อครอบครัว)

 



  • ชาวนามีอายุมาก

หัวหน้าครอบครัวของเกษตรกรไทย(ไม่มีข้อมูลที่แยกสำหรับชาวนาโดยเฉพาะ แต่ชาวนาก็เป็นส่วนใหญ่ของเกษตรกรทั้งหมด)ที่มีอายุเกินกว่า 65 ปี มีประมาณ 20% แต่ถ้าคิดตั้งแต่ 60 ปีขึ้นไปจะมีกว่า 30% แสดงว่าคนหนุ่มสาวไม่อยากจะอยู่ท้องไร่ท้องนา ทำให้เหลือแต่ผู้สูงอายุ ซึ่งเป็นข้อจำกัดในการพัฒนาอย่างหนึ่ง

  • ชาวนามีระดับการศึกษาค่อนข้างต่ำ

หัวหน้าครอบครัวของเกษตรกรไทย(ไม่แยกเฉพาะชาวนาเช่นเดียวกัน) ประมาณ 80% จบการศึกษาไม่เกินชั้นประถมศึกษา ซึ่งก็เป็นข้อจำกัดในการรับรู้หรือยอมรับเทคโนโลยีการเกษตรสมัย
ใหม่ที่เหมาะสม รวมทั้งมีข้อจำกัดในการติดตามและวิเคราะห์ข้อมูลข่าวสารสถานการณ์การผลิตและการตลาดที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วตลอดเวลา

  • มีความเสี่ยงจากภัยธรรมชาติ

เนื่องจากข้าวส่วนใหญ่ปลูกในที่ลุ่ม จึงมีความเสี่ยงสูงที่จะเกิดภาวะน้ำท่วม ในฤดูน้ำหลาก ซึ่งป้องกันได้ยากเพราะมีขอบเขตกว้างขวางมาก ส่วนที่อยู่นอกเขตชลประทาน หรือที่ดอนก็ประสบปัญหาความแห้งแล้งหรือฝนทิ้งช่วง ทำให้ได้ผลผลิตไม่สม่ำเสมอและรายได้ไม่มั่นคง

  • มีความเสี่ยงจากราคาผลผลิตแปรปรวน

เนื่องจากผลผลิตข้าวของเราประมาณครึ่งหนึ่ง หรือประมาณ 8-10 ล้านตันข้าวสาร ส่งไปจำหน่ายยังต่างประเทศ ราคาในประเทศที่ชาวนาจะได้รับ จึงขึ้นอยู่กับราคาตลาดโลกเป็นสำคัญ แม้ว่าไทยเราจะครองตลาดประมาณ 30% ก็ตาม แต่ก็ไม่สามารถกำหนดราคาได้เอง เพราะตลาดข้าวเป็นตลาดที่เปราะบาง (thin market) ปริมาณข้าวที่ซื้อขายกันในตลาดโลกมีเพียงปีละประมาณ 28-30 ล้านตันข้าวสารหรือประมาณ 6% ของผลผลิตข้าวของโลกเท่านั้น ซึ่งนับว่าน้อยมาก เพราะประเทศผู้บริโภคหรือผู้นำเข้าส่วนหนึ่งก็ผลิตข้าวเองเพื่อความมั่นคงทางด้านอาหารของตนเอง  ผลก็คือราคาแปรปรวนขึ้นอยู่กับผลผลิตของประเทศคู่ค้า(ผู้นำเข้า) และคู่แข่ง ทำให้ราคาที่ชาวนาได้รับแปรปรวนตามไปด้วย

  • ผลผลิตเฉลี่ยต่อไร่ต่ำ

แม้ว่าประเทศไทยจะเป็นที่หนึ่งของโลกในด้านการส่งออก และเป็นที่ 6 ของโลกในด้าน
ผลผลิตข้าวก็ตาม แต่เมื่อพิจารณาผลผลิตเฉลี่ยต่อไร่แล้ว ต้องยอมรับว่าผลผลิตเฉลี่ยทั้งประเทศยังค่อนข้างต่ำ เมื่อเปรียบเทียบกับผู้ผลิตข้าวของโลก อย่างไรก็ตาม ถ้าพิจารณาเฉพาะในเขตชลประทานแล้ว ผลผลิตเฉลี่ยในเขตชลประทาน ยังสู้ต่างประเทศได้
สาเหตุที่ผลผลิตเฉลี่ยในภาพรวมต่ำเนื่องจาก

  • เนื้อที่ปลูกประมาณ 3 ใน 4 อยู่นอกเขตชลประทาน หรืออาศัยน้ำฝนเพียงอย่างเดียว
  • กว่าครึ่งหนึ่งปลูกในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ซึ่งที่ดินขาดความอุดมสมบูรณ์ และเนื้อที่

ชลประทานประมาณ 10% ของพื้นที่เกษตรในภาคเท่านั้น

  • พันธุ์ข้าวที่ปลูกส่วนหนึ่งเป็นพันธุ์พื้นเมือง (ที่ได้รับการปรับปรุงแล้ว) เช่นข้าวขาวดอกมะลิ 105 ซึ่งมีจำนวนมากประมาณ 30% ของพื้นที่ปลูกข้าวนาปีทั้งประเทศ ซึ่งแม้ว่าจะเป็นข้าวคุณภาพดี แต่ก็ไม่ตอบสนองต่อปุ๋ยเท่าที่ควร ทำให้ผลผลิตเฉลี่ยต่อไร่ต่ำประมาณ 30 - 40 ถัง/ไร่ ทำให้ผลผลิตเฉลี่ยในภาพรวมต่ำไปด้วยแต่ยังโชคดีที่ข้าวหอมมะลิ 105 มีราคาแพงกว่าข้าวขาวทั่วไปที่ให้ผลผลิตเฉลี่ยต่อไร่สูง
  • ขาดเมล็ดพันธุ์ที่มีคุณภาพ (quality seed) แม้ว่าชาวนาส่วนใหญ่จะใช้ข้าวพันธุ์ดี (good

      variety)หรือพันธุ์ที่ทางราชการแนะนำแล้วก็ตาม แต่กระบวนการเก็บเกี่ยวคัด           เลือกและ
รักษาเมล็ดพันธุ์ยังไม่ดีพอบางรายใช้ซ้ำติดต่อกันหลายปี คุณภาพเมล็ดพันธุ์จึงเสื่อมลง
และทางราชการก็ไม่สามารถผลิตเมล็ดพันธุ์จำหน่ายให้เกษตรกรโดยตรงได้อย่างเพียงพอ
เพราะการลงทุนค่อนข้างสูง ขณะเดียวกันการผลิตเมล็ดพันธุ์ที่มีคุณภาพได้มาตรฐานโดย
ภาคเอกชนก็ยังไม่พร้อมจะทำ เพราะการลงทุนในธุรกิจเมล็ดพันธุ์ข้าวในปัจจุบันยังมีผล
ตอบแทนค่อนข้างน้อย

  • ชาวนาไทยยังยากจน

ชาวนาไทยนั้นยากจนทั้งในเชิงเปรียบเทียบ(relative) เมื่อเปรียบเทียบกับอาชีพอื่น และยากจนสมบูรณ์ (absolute) คือ จนจริงๆ หรือมีรายได้ต่ำกว่า “เส้นความยากจน” (poverty line) ทั้งนี้เนื่องจากหลายๆเหตุผลที่กล่าวมาแล้วข้างต้น ทั้งเนื้อที่ทำนาขนาดเล็ก ราคาแปรปรวน ประสบภัยธรรมชาติ ยกตัวอย่างคร่าวๆ เช่น

  • เส้นความยากจน 1,600 บาท/คน/เดือน (ปี 2551 เท่ากับ1,579 บาท) หรือเท่ากับ 76,800 บาท/ครอบครัว/ปี (ครอบครัวละ 4 คน)
  • ต้นทุนการผลิตไร่ละ 3,500 -4,500 บาท
  • ได้ผลผลิตเฉลี่ยไร่ละ 400 – 700 กิโลกรัม
  • มีรายได้ไร่ละ 4,000 – 7,000 บาท
  • จะมีรายได้สุทธิไร่ละ 500 – 2,200 บาท

ถ้าจะให้พ้นเส้นความยากจนจะต้องทำนาประมาณ 35 – 150 ไร่ ซึ่งความจริงแล้วชาวนาส่วน
ใหญ่ไม่ได้มีที่นามากขนาดนี้ ประมาณ 90% มีที่นาต่ำกว่า 40 ไร่ และมีเนื้อที่ทำนาเฉลี่ยเพียง 15 ไร่เท่านั้น แสดงว่าทำนาอย่างเดียว ครั้งเดียว จะมีรายได้ต่ำกว่าเส้นความยากจน
จากความลำบากยากแค้นของชาวนา จึงมีคำพังเพยเปรียบเทียบลักษณะการประกอบอาชีพทำนา คือ “หลังสู้ฟ้า หน้าสู้ดิน”



นโยบายและกลยุทธ์ของรัฐในการพัฒนาชาวนา

  • นโยบายของรัฐกับชาวนา ก็คงจะไม่ต่างจากนโยบายของรัฐกับเกษตรกรทั่วไป คือ การ

พัฒนาการผลิตจะสำเร็จได้ต้องพัฒนาคนหรือเกษตรกรก่อนเป็นอันดับแรก ดังนั้นการพัฒนาข้าวก็ต้องพัฒนาชาวนาผู้ปลูกข้าวให้มีความรู้ความสามารถ ในการผลิตและการจัดการผลผลิตของตนเอง และมีความเข้มแข็ง พึ่งตนเองได้ เพื่อให้มีความมั่นคงในการประกอบอาชีพ และมีชีวิตและความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น โดยเฉพาะให้เกษตรกรรู้จักนำปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาปรับใช้ในการประกอบอาชีพ และดำรงชีวิตประจำวัน แต่เนื่องจากชาวนาเป็นเกษตรกรกลุ่มใหญ่ที่สุดของบรรดาผู้ประกอบอาชีพการเกษตรทั้งหมด รัฐจึงต้องให้ความสำคัญเป็นพิเศษ

  • สำหรับกลยุทธ์ในการพัฒนาและสนับสนุนชาวนาคงจะไม่สามารถแยกออกจากการ

พัฒนาการผลิตข้าวได้อย่างชัดเจน เพราะข้าวต้องคู่กับชาวนา เช่น การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต การลดต้นทุนการผลิต การพัฒนาคุณภาพผลผลิต การตลาด รวมทั้งการพัฒนาระบบชลประทาน ล้วนแต่เกี่ยวข้องกับชาวนาไม่ทางตรงก็ทางอ้อม เช่น งานวิจัยและพัฒนาพันธุ์หรือเทคโนโลยี ที่ทำขึ้นก็เพื่อให้ชาวนานำไปใช้ การพัฒนาระบบชลประทาน ส่วนใหญ่ก็อยู่ในพื้นที่ทำนาซึ่งผลประโยชน์จะตกอยู่กับชาวนา

  • สำหรับกลยุทธ์ที่สำคัญเพื่อพัฒนาชาวนา และแก้ไขความเดือดร้อนของชาวนาที่ภาครัฐ

ดำเนินการ มีดังนี้
การจัดตั้งศูนย์ข้าวชุมชน  เพื่อให้ชาวนามีเมล็ดพันธุ์ดีคุณภาพใช้อย่างเพียงพอและทั่วถึงในราคาที่เป็นธรรม ทั้งนี้เนื่องจากภาครัฐไม่สามารถผลิตเมล็ดพันธุ์ให้เพียงพอต่อความต้องการของชาวนาได้ทั้งหมดโดยตรง เพราะในแต่ละปีต้องการใช้เมล็ดพันธุ์จำนวนมาก ประมาณ
1 ล้านตัน (ถ้าหักส่วนที่ชาวนาเก็บเมล็ดพันธุ์ไว้ใช้เองด้วยจะน้อยกว่านี้) แต่กำลังการผลิตของรัฐผลิตได้ไม่เกิน 1 แสนตัน ถ้าจะผลิตให้เพียงพอรัฐต้องลงทุนสร้างโรงงานปรับปรุงคุณภาพเมล็ดพันธุ์อีกหลายหมื่นล้านบาท ทางแก้ไขก็คือ จัดตั้ง “ศูนย์ข้าวชุมชน” ให้ชาวนาเป็นผู้ผลิตเมล็ดพันธุ์เอง บริหารจัดการเมล็ดพันธุ์ด้วยตนเอง (กลุ่ม) โดยภาครัฐจัดหาเมล็ดพันธุ์ ชั้นพันธุ์ขยาย (จำหน่ายในราคาที่เป็นธรรม) ให้ชาวนาในศูนย์ข้าวชุมชนใช้เป็นหัวเชื้อนำไปขยายพันธุ์เป็นชั้นพันธุ์จำหน่าย (พันธุ์ที่ใช้ปลูก) เพื่อจำหน่ายจ่ายแจกให้ชาวนาในชุมชน ส่วนเจ้าหน้าที่ของรัฐจะเป็นผู้ถ่ายทอดความรู้การผลิตเมล็ดพันธุ์และให้บริการในการตรวจสอบรับรองคุณภาพเมล็ดพันธุ์ให้เกษตรกรในศูนย์ข้าวชุมชน ซึ่งจะทำให้ชาวนาผู้ผลิตเมล็ดพันธุ์มีรายได้สูงกว่าการขายข้าวปกติและชาวนาในชุมชนมีเมล็ดพันธุ์คุณภาพดีใช้ในราคาที่เป็นธรรม ทั้งนี้มีเป้าหมายจะจัดตั้งให้ได้ประมาณ 3,000 - 4,000 ศูนย์ทั่วประเทศ  โดยมีศูนย์หลักระดับอำเภอประมาณ 600 ศูนย์

 การจัดตั้งศูนย์บริการชาวนา  เพื่อให้ชาวนาได้รับบริการด้านเทคโนโลยีการผลิตข้าวจากภาครัฐอย่างทั่วถึง เนื่องจากกรมการข้าวไม่มีหน่วยราชการส่วนภูมิภาค (ไม่มีข้าวจังหวัด/ข้าวอำเภอ) เหมือนเช่นในอดีต มีเฉพาะศูนย์วิจัยข้าว 27 แห่ง ศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าว 23 แห่ง รวม 50 แห่งอยู่ใน 33 จังหวัดทั่วประเทศ ดังนั้นกระทรวงเกษตรฯ โดยกรมการข้าวจึงได้จัดตั้ง
 “ศูนย์บริการชาวนา” ขึ้น โดยแบ่งที่ทำงานส่วนหนึ่งภายในที่ทำการศูนย์ฯทั้ง 50 แห่งนี้เป็นศูนย์บริการชาวนา เพื่อให้การบริการด้านข้อมูลข่าวสารและให้คำปรึกษาแก้ไขปัญหาต่าง ๆ รวมทั้งบริการด้านอื่นๆ แก่ชาวนา นอกเหนือจากการได้รับการบริการจากเจ้าหน้าที่กรมส่งเสริมการเกษตรในจังหวัดและอำเภอที่มีอยู่แล้ว
การประกันรายได้เกษตรกร  เพื่อลดความเสี่ยงจากการผันผวนของราคา รัฐบาลได้มีโครงการประกันรายได้เกษตรกร(แทนโครงการรับจำนำ) ซึ่งเริ่มกับพืช 3 ชนิดก่อน คือ ข้าว (นาปี/นาปรัง) ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ และมันสำปะหลัง  โดยมีการกำหนดราคาประกันขั้นต่ำ และราคาอ้างอิงในแต่ละสัปดาห์  หากราคาอ้างอิงในวันที่ชาวนาขอใช้สิทธิต่ำกว่าราคาขั้นต่ำ ชาวนาก็จะได้รับส่วนต่างของราคาในปริมาณที่เป็นจริง แต่ไม่เกินโควต้าที่กำหนดสำหรับพืชแต่ละชนิด ทั้งนี้ชาวนา(เกษตรกร) จะต้องขึ้นทะเบียนกับกรมส่งเสริมการเกษตรก่อนจึงจะเข้าร่วมโครงการได้
การประกันภัยธรรมชาติ  เพื่อลดความเสี่ยงจากภัยธรรมชาติ รัฐบาลจึงได้มีโครงการนำร่องประกันภัยแล้ง สำหรับข้าวโพด และข้าว หากประสบผลสำเร็จก็จะขยายให้ครอบคลุมภัยธรรมชาติอื่นๆ เช่น อุทกภัย และพืชอื่นๆ ด้วย เพราะเป็นนโยบายของรัฐบาล อย่างไรก็ตามในขณะที่ยังไม่มีระบบประกันภัยที่ดำเนินการอย่างจริงจัง รัฐบาลก็ได้เข้าไปดูแล บรรเทาความเดือดร้อนของเกษตรกรที่ประสบภัย โดยการจ่ายเงินสดชดเชยจำนวนหนึ่ง ซึ่งปกติที่ผ่านมาจะจ่ายชดเชยสำหรับข้าวไร่ละ 606 บาท แต่ในปีนี้เป็นปีที่มีน้ำท่วมอย่างรุนแรงมาก รัฐบาลจึงเพิ่มเงินชดเชยให้แก่เกษตรกรเป็นกรณีพิเศษ แต่ก็สามารถชดเชยได้เพียง 55% ของต้นทุนการผลิตเท่านั้น ซึ่งเท่ากับ 2,098 บาทต่อไร่ ถ้าหากมีระบบประกันภัยแล้วชาวนาจะได้รับการชดเชยที่คุ้มทุน ทั้งนี้ชาวนาต้องมีส่วนร่วมในการจ่ายเบี้ยประกัน และรัฐบาลจะช่วยจ่ายเบี้ยประกันสมทบด้วย
การจัดสวัสดิการชาวนา  เพื่อให้เกษตรมีความมั่นคงในการประกอบอาชีพ กระทรวงเกษตรฯ จึงมีแนวคิดที่จะให้เกษตรกรมีบำเหน็จบำนาญหลังจากเลิกประกอบอาชีพเกษตรกรรม เช่นเดียวกับข้าราชการและลูกจ้างของเอกชนซึ่งจะเริ่มที่ชาวนาก่อนเพราะเป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศ โดยชาวนาต้องจ่ายเงินเข้ากองทุนสวัสดิการชาวนา ส่วนหนึ่งและรัฐบาลจ่ายเงินสมทบอีกส่วนหนึ่ง ขณะนี้ได้ยกร่าง พรบ.กองทุนสวัสดิการชาวนา และออกไปรับฟังความคิดเห็นของชาวนา และผู้มีส่วนได้ส่วนเสียเรียบร้อยแล้ว คาดว่าจะนำเสนอคณะกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติ และคณะรัฐมนตรีพิจารณาเพื่อนำเสนอรัฐสภาได้ภายในเร็วๆ นี้
การพัฒนาชาวนาและองค์กรชาวนา เพื่อให้เป็นชาวนาชั้นนำ (smart farmers) ที่มีความรู้ความสามารถในการผลิตข้าว และสามารถช่วยเหลือภาครัฐในการเป็นวิทยากรถ่ายทอดเทคโนโลยีและให้คำปรึกษาแก่ชาวนาในชุมชนเพื่อพัฒนาชาวนาให้เป็นชาวนามืออาชีพ (professional farmers)  โดยมีเป้าหมายในการสร้างชาวนาชั้นนำในศูนย์ข้าวชุมชนทั่วประเทศ และพัฒนาองค์กรชาวนา(ศูนย์ข้าวชุมชน)ให้เข็มแข็ง เพื่อเป็นแกนกลางในการประสานงานกับภาครัฐ และสามารถช่วยเหลือซึ่งกันและกันได้



การพัฒนาเยาวชนชาวนา
เพื่อให้มีชาวนารุ่นใหม่ โดยกรมการข้าวได้จัดกิจกรรมร่วมกับโรงเรียนเพื่อนำเด็กนักเรียนไปร่วมสร้างประสบการณ์การทำนาในท้องนาจริงๆ ในศูนย์วิจัยข้าวหรือในโรงเรียน ทั้งนี้ เพื่อส่งเสริมให้เยาวชนได้เห็นความสำคัญและร่วมกันสืบทอดอาชีพการทำนา หรืออย่างน้อยก็ตระหนักในคุณค่าของอาชีพการทำนา
การอนุรักษ์และส่งเสริมวัฒนธรรมภูมิปัญญาข้าว
 เพื่อสร้างขวัญและกำลังใจให้กับชาวนา กระทรวงเกษตรฯจึงมีนโยบายที่จะอนุรักษ์และฟื้นฟูวัฒนธรรมต่างๆ ที่เป็นของชาวนามาแต่โบราณ และเป็นรากเหง้าวัฒนธรรมอารยธรรมของชนชาติไทย ซึ่งเป็นอีกส่วนหนึ่งในการสร้างความภาคภูมิใจในอาชีพการทำนา กิจกรรมที่ได้ดำเนินการไปแล้ว คือ การจัดให้มีการเฉลิมฉลองในวันข้าวและชาวนาแห่งชาติ ในวันที่ 5 มิถุนายน ของทุกปีตามที่กล่าวมาแล้ว นอกจากนี้ ยังมีการจัดงานรณรงค์ประเพณีวัฒนธรรมที่เกี่ยวกับข้าวขึ้นในภาคต่างๆ  ทั่วประเทศ เช่น ภาคกลาง ได้แก่ งานแม่โพสพคืนนา เป็นต้น
การผลักดันพ.ร.บ.สภาเกษตรกรแห่งชาติ  เพื่อให้เกษตรกร (ซึ่งส่วนใหญ่คือชาวนา) ได้มีเวทีระดับชาติเป็นของตนเอง มีสิทธิ์มีเสียงในการเข้าไปกำหนดแนวทางและมาตรการต่างๆ ในการพัฒนาและแก้ไขปัญหาการประกอบอาชีพด้วยตนเอง ซึ่งเป็นเรื่องที่ระบุไว้ในรัฐธรรมนูญปี2550 กระทรวงเกษตรฯ จึงได้เร่งรัดและผลักดันเรื่องนี้มาโดยตลอดเวลา ซึ่งขณะนี้ พ.ร.บ. สภาเกษตรกรแห่งชาติ ได้รับความเห็นชอบจากรัฐสภาแล้ว และมีผลบังคับใช้แล้วตั้งแต่วันที่ 20 พฤศจิกายน 2553 ซึ่งกระทรวงเกษตรฯ กำลังดำเนินการจัดให้มีการเลือกตั้งผู้แทนเกษตรกรระดับต่างๆ เพื่อให้ได้มาซึ่งสมาชิกสภาเกษตรกรฯ ชุดแรกต่อไป เชื่อว่าพรบ.ฉบับนี้จะเกิดประโยชน์กับชาวนาอย่างมาก เนื่องจากปัญหาต่างๆ ที่ชาวนาประสบอยู่จะได้รับการพิจารณาและเสนอไปยังรัฐบาลโดยตรง
การผลักดันพ.ร.บ.คุ้มครองที่ดินเพื่อเกษตรกรรม  เพื่อให้ชาวนามีที่นาเป็นของตนเอง เนื่องจากปัจจุบันพบว่าพื้นที่นาข้าว ลดลงไปเรื่อยๆ โดยเฉพาะพื้นที่ที่มีการพัฒนาระบบชลประทาน และที่มีการจัดรูปที่ดินแล้ว เนื่องจากได้มีการแปรสภาพที่ดินเหล่านี้เป็นโรงงานอุตสาหกรรมและการพาณิชย์ หรือที่อยู่อาศัย นับเป็นสิ่งที่น่าเสียดายที่ผืนนาที่มีศักยภาพและรัฐได้ลงทุนในด้านโครงสร้างพื้นฐานไปมากแล้ว กลับถูกนำไปใช้ผิดวัตถุประสงค์ นอกจากนี้ระบบเศรษฐกิจปัจจุบันทำให้ชาวนาต้องกลายเป็นผู้เช่านาคนอื่นเพื่อประกอบอาชีพทำนา หรือแม้แต่ปัญหาตามที่ปรากฏเป็นข่าวในหน้าหนังสือพิมพ์คือการที่คนต่างด้าวเข้ามากว้านซื้อหรือมาเช่าที่ดินในประเทศไทย ดังนั้น รัฐจึงมีนโยบายในการแก้ไขปัญหานี้อย่างจริงจัง โดยกระทรวงเกษตรฯได้จัดให้มีการสำรวจศึกษาพื้นที่การเกษตรโดยเฉพาะพื้นที่นาในปัจจุบัน เพื่อศึกษาสภาพการใช้ประโยชน์และการถือครองที่ดิน รวมทั้งยกร่าง พ.ร.บ.คุ้มครองที่ดินเพื่อเกษตรกรรม ทั้งนี้ เพื่อให้ผืนนาอันมีค่าเป็นของชาวนา เพื่อการทำนาปลูกข้าวหล่อเลี้ยงชีวิตคนไทยต่อไปอย่างยั่งยืน ซึ่งขณะนี้กระทรวงเกษตรฯ อยู่ระหว่างการรับฟังความคิดเห็นจากผู้มีส่วนร่วมได้เสีย
การแก้ไขปัญหาการเช่านา  รัฐบาลได้รับการร้องเรียนจากชาวนาในช่วงมีโครงการประกันรายได้ว่าผู้ให้เช่านาเพิ่มค่าเช่านาหรือขอส่วนแบ่งรายได้จากโครงการประกันรายได้ ซึ่งไม่เป็นธรรมกับผู้เช่า ซึ่งเรื่องนี้ กระทรวงเกษตรฯ ได้รับมอบหมายจากนายกรัฐมนตรีให้ประสานงานกับกระทรวง มหาดไทยเพื่อแก้ไขปัญหานี้ ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างดำเนินการ

สรุป

  • ชาวนามีความสำคัญและทำประโยชน์นานัปการต่อประเทศชาติ โดยสร้างความมั่นคง

ทางอาหารให้กับประเทศ สร้างรายได้ให้กับแผ่นดิน จึงได้มีผู้กล่าวเป็นคำพังเพยว่า “ชาวนาคือกระดูกสันหลังของชาติ”

  • ถ้าชาวนาไม่มีความมั่นคงในการประกอบอาชีพ ประเทศชาติจะขาดความมั่นคงทางด้าน

อาหาร ความไม่มั่นคงทางทางเศรษฐกิจและการเมืองจะตามมา และอาจมีผลกระทบต่อความมั่นคงของรัฐบาลในที่สุด รัฐบาลจึงตระหนักถึงความสำคัญของชาวนาเป็นอย่างมาก เพราะถือว่า “ทุกข์ของชาวนาคือ ทุกข์ของแผ่นดิน” ดังนั้นจึงได้ดำเนินการหลายๆ อย่างทั้งทางตรงทางอ้อม เพื่อให้ชาวนามีรายได้มั่นคง มีคุณภาพชีวิตที่ดี และมีที่นาเป็นของตนเอง
อย่างไรก็ตาม เนื่องจากชาวนามีจำนวนมาก และครอบคลุมพื้นที่ขนาดใหญ่ การ

 

ดำเนินการใดๆ จะต้องใช้งบประมาณจำนวนมาก ทำให้การพัฒนาชาวนายังไม่สามารถบรรลุวัตถุประสงค์ได้ทั้งหมด เพราะงบประมาณของรัฐมีจำกัด แต่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในฐานะที่รับผิดชอบดูแลชาวนาโดยตรง ก็จะเร่งรัดผลักดันการพัฒนาชาวนาต่อไป เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีกว่าของชาวนา และเพื่อคนไทยจะได้มีข้าวกินตลอดไป

 


......................................................................