|
บรรยายพิเศษ ......................................................................
ชาวนาไทยมีความสามารถ จะเห็นได้จากที่ปลูกข้าวได้มากเกินความต้องการบริโภคในประเทศ จึงมีการส่งออกไปต่างประเทศเป็นที่ 1 ของโลกมายาวนานจนถึงปัจจุบัน แม้จะเป็นประเทศเล็กๆ ก็ตาม ในแต่ละปีการส่งออกข้าวทำรายได้ให้กับประเทศหลายแสนล้านบาท เป็นรายได้หลักที่สำคัญอย่างหนึ่งของประเทศ แม้จะน้อยกว่าสินค้าอุตสาหกรรมบางชนิด แต่ก็เป็นรายได้สุทธิที่ จากความสำคัญของข้าวและชาวนาดังกล่าว รัฐบาลนี้ (โดยการผลักดันของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์) จึงได้กำหนดให้วันที่ 5 มิถุนายนของทุกปี เป็นวันข้าวและชาวนาแห่งชาติ เนื่อง จากวันที่ 5 มิถุนายน พ.ศ. 2489 เป็นวันที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลปัจจุบัน ในขณะที่ยังดำรงพระอิสริยยศพระน้องยาเธอได้เสด็จพระราชดำเนินพร้อมกับพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดลไปทรงหว่านข้าวที่เกษตรกลางบางเขน ที่ตั้งของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ในปัจจุบัน จึงถือเป็นวันมงคลสำหรับชาวนา การกำหนดให้มีวันข้าวและชาวนาแห่งชาติขึ้นก็เพื่อที่จะเชิดชูเกียรติและศักดิ์ศรีของชาวนาไทย ให้มีความภาคภูมิใจในอาชีพชาวนาและให้ลูกหลานชาวนามีกำลังใจและยินดีที่จะสืบสานอาชีพทำนาต่อไป เพื่อพวกเราคนไทยทุกคนจะได้มีข้าวกิน ตลอดไป ![]()
ปัจจุบันประเทศไทยผลิตข้าวได้ประมาณปีละ 30 ล้านตันข้าวเปลือกหรือประมาณ 20 ล้านตันข้าวสาร ประมาณครึ่งหนึ่งใช้บริโภคในประเทศ อีกครึ่งหนึ่งส่งออกไปต่างประเทศ ในเชิงปริมาณเป็นที่หนึ่งของโลกตั้งแต่ปี พ.ศ. 2522 ในเชิงมูลค่าเป็นที่หนึ่งของโลกตั้งแต่ปี 2524 หรือประมาณ 30 ปีที่ผ่านมา โดยยังไม่มีใครสามารถแย่งชิงตลาดไปได้(แม้จะมีความพยายามก็ตาม) มีสัดส่วนการ ตลาดประมาณ 30% มีลูกค้ากว่า 100 ประเทศทั่วโลก ซึ่งถือเป็นจุดแข็งของข้าวไทย ทั้งนี้เนื่องจากลูกค้าของไทยเชื่อมั่นในคุณภาพข้าวของไทยที่มีหลากหลายชนิดทั้งข้าวหอมมะลิ ข้าวขาว และข้าวนึ่ง แม้ว่าราคาข้าวไทยจะแพงกว่าคู่แข่ง เช่น เวียดนาม ก็ตาม ซึ่งบางครั้งราคาแพงกว่าถึง 100 เหรียญสหรัฐต่อตัน
เมื่อเปรียบเทียบกับทุกสาขาอาชีพแล้วชาวนาถือว่าเป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศ แม้ระหว่างอาชีพเกษตรกรรมด้วยกันก็ตามชาวนาก็มีจำนวนมากที่สุด จากเกษตรกรทั้งหมดประมาณ 5.7 ล้านครอบครัว เป็นชาวนาประมาณ 3.7 ล้านครอบครัวหรือประมาณ 65% นอกจากนี้พื้นที่ที่ใช้ทำนายังมีมากที่สุดเมื่อเทียบกับเนื้อที่การเกษตรอื่นๆ คือ มีการทำนาปีประมาณ ปีละ 57 58 ล้านไร่ หรือประมาณเกือบครึ่งหนึ่งของพื้นที่การเกษตรทั้งประเทศที่มีประมาณ 131 ล้านไร่
การทำนาต้องอาศัยน้ำ ถ้าน้ำไม่เพียงพอข้าวก็ไม่เจริญงอกงาม ประเทศไทยมีเนื้อที่ชลประทาน (รวมชลประทานขนาดเล็ก) เพียง 27% ของเนื้อที่การเกษตร เนื้อที่ทำนาส่วนใหญ่อยู่นอกเขตชลประทาน ต้องอาศัยน้ำฝนเพียงอย่างเดียว บางครั้งในฤดูนาปีซึ่งเป็นฤดูฝนก็อาจมีน้ำไม่เพียงพอเพราะประสบปัญหาฝนทิ้งช่วง ทำให้ผลผลิตเสียหาย ส่วนในฤดูแล้งถ้าไม่มีน้ำเพียงพอที่จะทำการเกษตร ก็จะทำให้ขาดโอกาสในการปลูกพืชครั้งที่ 2 เพื่อหารายได้เสริมสำหรับครอบครัว
เนื้อที่ถือครองในการทำนาปี ประมาณ 90% มีเนื้อที่ทำนาต่ำกว่า 40 ไร่ โดยเฉลี่ยประมาณ 15 ไร่ ต่อครอบครัว ส่วนนาปรังมีเนื้อที่ทำนาเฉลี่ย 25 ไร่ ซึ่งทำให้รายได้จากการทำนาไม่เพียงพอต่อรายจ่ายในครอบครัว(เนื้อที่ถือครองเฉลี่ยของเกษตรกรทั่วไปมีประมาณ 22 ไร่ต่อครอบครัว)
![]()
หัวหน้าครอบครัวของเกษตรกรไทย(ไม่มีข้อมูลที่แยกสำหรับชาวนาโดยเฉพาะ แต่ชาวนาก็เป็นส่วนใหญ่ของเกษตรกรทั้งหมด)ที่มีอายุเกินกว่า 65 ปี มีประมาณ 20% แต่ถ้าคิดตั้งแต่ 60 ปีขึ้นไปจะมีกว่า 30% แสดงว่าคนหนุ่มสาวไม่อยากจะอยู่ท้องไร่ท้องนา ทำให้เหลือแต่ผู้สูงอายุ ซึ่งเป็นข้อจำกัดในการพัฒนาอย่างหนึ่ง
หัวหน้าครอบครัวของเกษตรกรไทย(ไม่แยกเฉพาะชาวนาเช่นเดียวกัน) ประมาณ 80% จบการศึกษาไม่เกินชั้นประถมศึกษา ซึ่งก็เป็นข้อจำกัดในการรับรู้หรือยอมรับเทคโนโลยีการเกษตรสมัย
เนื่องจากข้าวส่วนใหญ่ปลูกในที่ลุ่ม จึงมีความเสี่ยงสูงที่จะเกิดภาวะน้ำท่วม ในฤดูน้ำหลาก ซึ่งป้องกันได้ยากเพราะมีขอบเขตกว้างขวางมาก ส่วนที่อยู่นอกเขตชลประทาน หรือที่ดอนก็ประสบปัญหาความแห้งแล้งหรือฝนทิ้งช่วง ทำให้ได้ผลผลิตไม่สม่ำเสมอและรายได้ไม่มั่นคง
เนื่องจากผลผลิตข้าวของเราประมาณครึ่งหนึ่ง หรือประมาณ 8-10 ล้านตันข้าวสาร ส่งไปจำหน่ายยังต่างประเทศ ราคาในประเทศที่ชาวนาจะได้รับ จึงขึ้นอยู่กับราคาตลาดโลกเป็นสำคัญ แม้ว่าไทยเราจะครองตลาดประมาณ 30% ก็ตาม แต่ก็ไม่สามารถกำหนดราคาได้เอง เพราะตลาดข้าวเป็นตลาดที่เปราะบาง (thin market) ปริมาณข้าวที่ซื้อขายกันในตลาดโลกมีเพียงปีละประมาณ 28-30 ล้านตันข้าวสารหรือประมาณ 6% ของผลผลิตข้าวของโลกเท่านั้น ซึ่งนับว่าน้อยมาก เพราะประเทศผู้บริโภคหรือผู้นำเข้าส่วนหนึ่งก็ผลิตข้าวเองเพื่อความมั่นคงทางด้านอาหารของตนเอง ผลก็คือราคาแปรปรวนขึ้นอยู่กับผลผลิตของประเทศคู่ค้า(ผู้นำเข้า) และคู่แข่ง ทำให้ราคาที่ชาวนาได้รับแปรปรวนตามไปด้วย
แม้ว่าประเทศไทยจะเป็นที่หนึ่งของโลกในด้านการส่งออก และเป็นที่ 6 ของโลกในด้าน
ชลประทานประมาณ 10% ของพื้นที่เกษตรในภาคเท่านั้น
variety)หรือพันธุ์ที่ทางราชการแนะนำแล้วก็ตาม แต่กระบวนการเก็บเกี่ยวคัด เลือกและ
ชาวนาไทยนั้นยากจนทั้งในเชิงเปรียบเทียบ(relative) เมื่อเปรียบเทียบกับอาชีพอื่น และยากจนสมบูรณ์ (absolute) คือ จนจริงๆ หรือมีรายได้ต่ำกว่า “เส้นความยากจน” (poverty line) ทั้งนี้เนื่องจากหลายๆเหตุผลที่กล่าวมาแล้วข้างต้น ทั้งเนื้อที่ทำนาขนาดเล็ก ราคาแปรปรวน ประสบภัยธรรมชาติ ยกตัวอย่างคร่าวๆ เช่น
ถ้าจะให้พ้นเส้นความยากจนจะต้องทำนาประมาณ 35 150 ไร่ ซึ่งความจริงแล้วชาวนาส่วน ![]()
พัฒนาการผลิตจะสำเร็จได้ต้องพัฒนาคนหรือเกษตรกรก่อนเป็นอันดับแรก ดังนั้นการพัฒนาข้าวก็ต้องพัฒนาชาวนาผู้ปลูกข้าวให้มีความรู้ความสามารถ ในการผลิตและการจัดการผลผลิตของตนเอง และมีความเข้มแข็ง พึ่งตนเองได้ เพื่อให้มีความมั่นคงในการประกอบอาชีพ และมีชีวิตและความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น โดยเฉพาะให้เกษตรกรรู้จักนำปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาปรับใช้ในการประกอบอาชีพ และดำรงชีวิตประจำวัน แต่เนื่องจากชาวนาเป็นเกษตรกรกลุ่มใหญ่ที่สุดของบรรดาผู้ประกอบอาชีพการเกษตรทั้งหมด รัฐจึงต้องให้ความสำคัญเป็นพิเศษ
พัฒนาการผลิตข้าวได้อย่างชัดเจน เพราะข้าวต้องคู่กับชาวนา เช่น การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต การลดต้นทุนการผลิต การพัฒนาคุณภาพผลผลิต การตลาด รวมทั้งการพัฒนาระบบชลประทาน ล้วนแต่เกี่ยวข้องกับชาวนาไม่ทางตรงก็ทางอ้อม เช่น งานวิจัยและพัฒนาพันธุ์หรือเทคโนโลยี ที่ทำขึ้นก็เพื่อให้ชาวนานำไปใช้ การพัฒนาระบบชลประทาน ส่วนใหญ่ก็อยู่ในพื้นที่ทำนาซึ่งผลประโยชน์จะตกอยู่กับชาวนา
ดำเนินการ มีดังนี้ การประกันรายได้เกษตรกร เพื่อลดความเสี่ยงจากการผันผวนของราคา รัฐบาลได้มีโครงการประกันรายได้เกษตรกร(แทนโครงการรับจำนำ) ซึ่งเริ่มกับพืช 3 ชนิดก่อน คือ ข้าว (นาปี/นาปรัง) ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ และมันสำปะหลัง โดยมีการกำหนดราคาประกันขั้นต่ำ และราคาอ้างอิงในแต่ละสัปดาห์ หากราคาอ้างอิงในวันที่ชาวนาขอใช้สิทธิต่ำกว่าราคาขั้นต่ำ ชาวนาก็จะได้รับส่วนต่างของราคาในปริมาณที่เป็นจริง แต่ไม่เกินโควต้าที่กำหนดสำหรับพืชแต่ละชนิด ทั้งนี้ชาวนา(เกษตรกร) จะต้องขึ้นทะเบียนกับกรมส่งเสริมการเกษตรก่อนจึงจะเข้าร่วมโครงการได้ การประกันภัยธรรมชาติ เพื่อลดความเสี่ยงจากภัยธรรมชาติ รัฐบาลจึงได้มีโครงการนำร่องประกันภัยแล้ง สำหรับข้าวโพด และข้าว หากประสบผลสำเร็จก็จะขยายให้ครอบคลุมภัยธรรมชาติอื่นๆ เช่น อุทกภัย และพืชอื่นๆ ด้วย เพราะเป็นนโยบายของรัฐบาล อย่างไรก็ตามในขณะที่ยังไม่มีระบบประกันภัยที่ดำเนินการอย่างจริงจัง รัฐบาลก็ได้เข้าไปดูแล บรรเทาความเดือดร้อนของเกษตรกรที่ประสบภัย โดยการจ่ายเงินสดชดเชยจำนวนหนึ่ง ซึ่งปกติที่ผ่านมาจะจ่ายชดเชยสำหรับข้าวไร่ละ 606 บาท แต่ในปีนี้เป็นปีที่มีน้ำท่วมอย่างรุนแรงมาก รัฐบาลจึงเพิ่มเงินชดเชยให้แก่เกษตรกรเป็นกรณีพิเศษ แต่ก็สามารถชดเชยได้เพียง 55% ของต้นทุนการผลิตเท่านั้น ซึ่งเท่ากับ 2,098 บาทต่อไร่ ถ้าหากมีระบบประกันภัยแล้วชาวนาจะได้รับการชดเชยที่คุ้มทุน ทั้งนี้ชาวนาต้องมีส่วนร่วมในการจ่ายเบี้ยประกัน และรัฐบาลจะช่วยจ่ายเบี้ยประกันสมทบด้วย การจัดสวัสดิการชาวนา เพื่อให้เกษตรมีความมั่นคงในการประกอบอาชีพ กระทรวงเกษตรฯ จึงมีแนวคิดที่จะให้เกษตรกรมีบำเหน็จบำนาญหลังจากเลิกประกอบอาชีพเกษตรกรรม เช่นเดียวกับข้าราชการและลูกจ้างของเอกชนซึ่งจะเริ่มที่ชาวนาก่อนเพราะเป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศ โดยชาวนาต้องจ่ายเงินเข้ากองทุนสวัสดิการชาวนา ส่วนหนึ่งและรัฐบาลจ่ายเงินสมทบอีกส่วนหนึ่ง ขณะนี้ได้ยกร่าง พรบ.กองทุนสวัสดิการชาวนา และออกไปรับฟังความคิดเห็นของชาวนา และผู้มีส่วนได้ส่วนเสียเรียบร้อยแล้ว คาดว่าจะนำเสนอคณะกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติ และคณะรัฐมนตรีพิจารณาเพื่อนำเสนอรัฐสภาได้ภายในเร็วๆ นี้ การพัฒนาชาวนาและองค์กรชาวนา เพื่อให้เป็นชาวนาชั้นนำ (smart farmers) ที่มีความรู้ความสามารถในการผลิตข้าว และสามารถช่วยเหลือภาครัฐในการเป็นวิทยากรถ่ายทอดเทคโนโลยีและให้คำปรึกษาแก่ชาวนาในชุมชนเพื่อพัฒนาชาวนาให้เป็นชาวนามืออาชีพ (professional farmers) โดยมีเป้าหมายในการสร้างชาวนาชั้นนำในศูนย์ข้าวชุมชนทั่วประเทศ และพัฒนาองค์กรชาวนา(ศูนย์ข้าวชุมชน)ให้เข็มแข็ง เพื่อเป็นแกนกลางในการประสานงานกับภาครัฐ และสามารถช่วยเหลือซึ่งกันและกันได้ ![]()
สรุป
ทางอาหารให้กับประเทศ สร้างรายได้ให้กับแผ่นดิน จึงได้มีผู้กล่าวเป็นคำพังเพยว่า “ชาวนาคือกระดูกสันหลังของชาติ”
อาหาร ความไม่มั่นคงทางทางเศรษฐกิจและการเมืองจะตามมา และอาจมีผลกระทบต่อความมั่นคงของรัฐบาลในที่สุด รัฐบาลจึงตระหนักถึงความสำคัญของชาวนาเป็นอย่างมาก เพราะถือว่า “ทุกข์ของชาวนาคือ ทุกข์ของแผ่นดิน” ดังนั้นจึงได้ดำเนินการหลายๆ อย่างทั้งทางตรงทางอ้อม เพื่อให้ชาวนามีรายได้มั่นคง มีคุณภาพชีวิตที่ดี และมีที่นาเป็นของตนเอง ดำเนินการใดๆ จะต้องใช้งบประมาณจำนวนมาก ทำให้การพัฒนาชาวนายังไม่สามารถบรรลุวัตถุประสงค์ได้ทั้งหมด เพราะงบประมาณของรัฐมีจำกัด แต่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในฐานะที่รับผิดชอบดูแลชาวนาโดยตรง ก็จะเร่งรัดผลักดันการพัฒนาชาวนาต่อไป เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีกว่าของชาวนา และเพื่อคนไทยจะได้มีข้าวกินตลอดไป
![]() |
|||



